Wednesday, 28/6/2017 | 10:31 UTC+0
Mobilnimagazin.com
Breaking news

logo-mobile

NEWS

Xiaomi Redmi 4X

Xiaomi Redmi 4X

ช่วงหลังมานี้ เครื่อง Smartphone จากฝั่งจีนก็กำลังมาแรง นำทัพโดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างเช่น Xiaomi ซึ่งหลังจากปล่อยให้แบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่หลายรายได้เปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ออกมาครึกโครม คราวนี้ขอมารีวิวเครื่องรุ่นใหม่ของ Xiaomi ที่กำลังได้รับความสนใจมาก โดยเน้นความคุ้มค่าของซีรีส์ Redmi ไว้ได้อย่างเต็มที่

Xiaomi Redmi 4X

มาพร้อมกับดีไซน์ที่ถอดแบบมาจาก Redmi 4 เดิม ด้านงานดีไซน์จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ที่เด่นขึ้นมาคือ ไปเน้นอัพเกรดคุณสมบัติหรือสเปกภายในเครื่องให้แรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการบรรจุชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 435 พร้อมปรับปรุงความเร็วการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต 4G LTE ทำให้มีอัตราดาวน์โหลดที่ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 300Mbps และอัพโหลดที่ความเร็วสูงสุด 100Mb จึงนับว่าเป็นการพัฒนาในแง่ของสเปกภายในเครื่องสูงมาก

คุณสมบัติโดยรวมของ Xiaomi Redmi 4X คือ หน้าจอแสดงผลขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล (HD) มีชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 435 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 1.4GHz มีหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Adreno 50 หน่วยความจำ RAM ขนาด 2GB / 3GB ส่วนความจำภายจุที่ 16GB / 32GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ความจุสูงสุด 128GB

ด้านนอก ติดตั้งกล้องดิจิตอลที่ด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 กล้องด้านหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ PDAF และไฟแฟลชแบบ LED และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ส่วนการทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow ซึ่งถูกครอบทับด้วย MIUI 8

IPhone 7 และ 7 Plus

IPhone 7 Plus-mobilnimagazin
IPhone 7 และ 7 Plus

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ 2 ยี่ห้อ IPhone 7 Plus (RED) และ IPhone 7 (RED) Special Edition ในวันนี้ อยากแนะนำเครื่องรุ่นใหม่ของ Apple ที่สาวกเองก็ให้ความสนใจกันมากคือ IPhone 7 Plus (RED) และ IPhone 7 (RED) Special Edition ที่จริงแล้ว ทั้งสองเป็นเครื่อง IPhone ที่เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปีระหว่างบริษัท Apple และ (RED) เป็นโครงการเกี่ยวกับการรักษาและบำบัดผู้ป่วยจากเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ ซึ่งคอยให้คำปรึกษา ในการตรวจหาเชื้อและจ่ายยาที่ช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่สู่ทารกในครรภ์ ดังนั้นการทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้จึงไม่ได้มุ่งหวังแค่เรื่องการตลาดหรือทำกำไรเป็นหลัก แต่คืองานการกุศลที่คืนกำไรกลับไปสู่สังคมด้วย ก่อนหน้านี้ทางแอปเปิลได้จำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ (RED) ไม่ว่าจะเป็นเคส iPhone, iPod Touch และอื่นๆ ระดมเงินได้มากกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไปสบทบให้กับกองทุนโลก ต่อต้านโรคเอดส์เรียกว่าซื้อใช้แล้วได้บุญเต็มๆ นอกจากนี้ในเอกสารคู่มือที่แถมมา จะมีการ์ดสีแดงว่า (PRODUCT) RED และด้านหลังมีคำอธิบายเกี่ยวกับความร่วมมือของบริษัท Apple และ RED ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง ตัวเครื่องสีแดงจะเป็นด้านข้างและด้านหลังตัวเครื่อง แต่ด้านหน้าจะเป็นสีขาว ขนาดอยู่ที่ 138.3 × 67.1 × 7.1 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 138 กรัม จอแสดงผลสัมผัส Retina HD กว้าง 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 × 750 พิกเซล (326 ppi) เหนือหน้าจอขึ้นไปจะมีเลนส์กล้องถ่ายรูปด้านหน้า ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ถัดไปทางด้านขวา มีช่องลำโพงเสียงสนทนา และเป็นลำโพงสเตอริโอภายในตัว และด้านบนเป็นระบบเซ็นเซอร์หน้าจอ ส่วนปุ่มโฮมด้านล่างมีขอบสีเงิน เป็นปุ่มแบบใหม่เรียกว่าปุ่มโซลิดสเตท เป็นการออกแบบให้แข็งแรงและทนทานกว่าเดิม แก้ปัญหาเรื่องปุ่มจากรุ่นก่อนๆ ตอบสนองแรงสั่นเมื่อกดได้ดี ด้านบนตัวเครื่องไม่มีพอร์ตเสียบ ส่วนด้านล่างมีช่องลำโพงเสียงสเตอริโอ ตรงกลางคือพอร์ตเชื่อมต่อที่ชาร์จ ช่องเสียบหูฟังก็ใช้พอร์ตเดียวกัน เนื่องจากรูหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรได้ถูกตัดออกไปแล้ว ส่วนด้านซ้ายเป็น ปุ่มเปิด-ปิดเสียง ปุ่มปรับระดับเสียงเพิ่ม-ลด อยู่ถัดลงมาด้านล่าง ด้านขวาเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือใช้ล็อกหน้าจอ และมีถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์ในการเปิดถาดซิมออกมา ส่วนตัวเครื่องด้านหลัง ด้านบนมีเลนส์กล้องถ่ายรูป ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ทางขวามีรูไมโครโฟน และไฟแฟลช True Tone แบบ LED สี่ดวง สำหรับราคาของทั้งสองเครื่อง IPhone 7 RED วางจำหน่ายตั้งแต่ความจุ 128GB ขึ้นไป ในราคา 30,500 บาท และความจุ 256GB ราคา 34,500 บาท ส่วนรุ่น 7 Plus ตั้งแต่ความจุที่ 128GB ในราคา 35,500 บาท และ 256GB ราคา 39,500 บาท

TV AN-55DU800SM

AN-55DU800SM -mobilnimagazin
TV AN-55DU800SM
Aconatic มีราคาหลายระดับให้เลือก ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นไปถึงตัวท็อปเลย ในวันนี้ ตัวที่เราอยากแนะนำก็คือ AN-55DU800SM นี่เป็นรุ่นท็อป มีความละเอียด 4K (3,840 x 2,160) ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องแรกของแบรนด์ไทย พร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ 55 นิ้ว การออกแบบค่อนข้างทันสมัย แน่นอนว่ามีฟีเจอร์ Smart TV รองรับ Youtube มาจาก Smartphone และรองรับการเล่นไฟล์ต่างๆ ผ่าน USB อย่างเต็มที่ มาดูสเปกเบื้องต้นกันบ้าง ดังนี้เลย - Resolution: 3840 x 2160 (4K) - Size: 55" - Operation System Linux - Built-in Wifi - Built-in Digital TV DVBT2 - Refresh Rate: 60Hz - Smart TV ราคาเปิดตัวที่ 24,900 บาท ที่เด่นมากคือ งานดีไซน์ มีหลายคนชอบงานออกแบบรูปทรงของรุ่น AN-55DU800SM นี้มาก เพราะมีความเป็น Modern ทันสมัย และตัวเครื่องก็ออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานในอนาคตด้วย

TV KS9000

KS9000-mobilnimagazin
TV KS9000
ปีที่ผ่านมา 2559 ซัมซุงได้เปิดตัวสมาร์ททีวีในกลุ่มพรีเมียมเอาไว้จนโด่งดัง โดยเฉพาะการต่อยอดความสำเร็จในตระกูลหมายเลข (Series) 9 ในชื่อรุ่น “4K Curved TV KS9000” ซึ่งนี่เป็นรุ่นที่น่าแนะนำมากสำหรับคนที่กำลังมองหาอยู่ KS9000 เป็นสมาร์ททีวีกลุ่มพรีเมียมตัวสำคัญที่ทางซัมซุงเน้นการพัฒนาในส่วนของพาเนลจอภาพและการแสดงสีสันให้มีไดนามิกเรนจ์ที่ดี เป็นธรรมชาติมากขึ้น การพัฒนานี้เกิดขึ้นเพื่อตอบรับ Content 4K และ 4K HDR ที่นับวันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของการออกแบบ ตัวเครื่องทุกส่วนได้ทำการปรับดีไซน์ใหม่ตั้งแต่ขอบจอที่บางลง หน้าจอดำสนิท เพื่อให้มีมิติภาพมากขึ้น และออกแบบด้านหลังตัวเครื่องและขาตั้งให้เรียบร้อย หรูหรา เพิ่มความแข็งแรงของขาตั้งด้วย ส่วนลำโพงออกแบบใหม่เป็น 4.1CH (Down Firing + Front Firing) มีวูฟเฟอร์ขับเสียงเบส ให้เสียงแบบรอบทิศทาง รวมถึงเสียงเบสที่หนักแน่นกว่าเดิม สะใจคอหนังไปเลย สเปกจอภาพ อยู่ในพวก SUHD TV 4K (3,840×2,160 พิกเซล – 8 ล้านพิกเซล) เป็นหน้าจอเทคโนโลยี Quantum dot ช่วยแสดงสีสันได้มากกว่าพวกรุ่นเก่าๆของซัมซุงถึง 64 รองรับการแสดงผลของสีแบบ 10 บิตสำหรับการเล่น Content HDR โดยเฉพาะ ส่วนพาเนลจอได้ออกแบบใหม่เป็นแบบ Ultra Black พร้อมเทคโนโลยีควบคุม LED backlight อัจฉริยะในชื่อ Supreme UHD Dimming นำมาใช้ผสมผสานกับเทคโนโลยี Peak Illuminator Pro และ Auto Depth Enhancer ทำให้ภาพมีมิติเพิ่มขึ้นอีก ในส่วนของการประมวลผลจะเป็นไปในรูปแบบ Quad-core โดยมีระบบขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Tizen รุ่นปี 2016 ตัวเครื่องมาพร้อม WiFi และบลูทูธสำหรับเชื่อมต่อลำโพง คีย์บอร์ด หรือคอนโทรลเลอร์ควบคุมเกม พร้อมภาครับสัญญาณทีวีดิจิตอล DVB-T2 รองรับ EPG, DLNA/Mirroring Mobile to TV ผ่านระบบไร้สาย รองรับ Single remote ส่วนพอร์ต USB 2.0 รองรับระบบ Connect Share เล่นไฟล์วิดีโอหรือภาพยนตร์ 4K, HDR รูปภาพและเพลงผ่าน USB External HDD ได้สมบูรณ์ นับว่าเป็นเครื่องที่น่าสนใจมากในปลายปีที่ผ่านมา

Latitude 12 Rugged Tablet

Latitude 12 Rugged Tablet

จัดว่าเป็น Tablet ที่ออกแบบตามสไตล์ของ Dell ที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ในเรื่อง ความแข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม ต่อให้เจอลม ฝน หมอกควัน ฝุ่น เลอะโคลน แถมยังมาพร้อมปุ่มยางแบบกันกระแทก แล้วมาแบบแบตเตอร์รี่คู่ แล้ววิเศษไปกว่านั้นตัวหน้าจอยังสามารถเล่นในขณะที่สัมผัสได้ เรียกว่าเจออะไรมากก็ยังสามารถใช้งานได้เต็มที่ สมกับเป็น Brand ยักษ์ใหญ่ของโลกที่ผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับกองทัพอเมริกา ตามภาพลักษณ์ของ Dell คือรูปแบบการใช้งานเหล่านี้ไม่ค่อยได้อยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไปนัก นี่จึงเป็น Tablet สำหรับผู้ทำงานภาคสนาม เช่น ทหาร ตำรวจ วิศวกรที่ต้องลงพื้นที่ หรือผู้เชี่ยวชาญในส่วนงานภาคสนามเป็นหลัก คุณสมบัติทั่วไปเช่น มีขนาด 12 นิ้ว หน้าจอแสดงผล 1366 x 768 pixels หน่วยประมวลผล Intel Core M-5Y10c หรืออาจจะ Core M-5Y71 ก็ได้ มีให้เลือกแรม 4GB หรือ 8GB ตัวจัดเก็บข้อมูลแบบ SSD 128GB องค์ประกอบของหน้าจอและภายในตัวเครื่องจะทนต่อแรงกระแทก ทนน้ำและฝุ่น น้ำหนักประมาณ 1.62 กิโลกรัม หน้าจอของเขาทำมาดีมียางครอบคลุมในการใช้งานได้เป็นอย่างดี ไม่แตกหรือทำลายได้ง่ายๆ แต่จุดเด่นที่สุดคงไม่พ้นระบบระบายความร้อนชั้นยอด ทั้งพัดลมสำหรับอุปกรณ์ต่างๆภายใน และใช้เทคโนโลยีป้องกันของเหลว HzO สำหรับการป้องกันไม่ให้น้ำใดๆ แล้วยังช่วยรักษาตัวเครื่องไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ราคาของเจ้ารุ่นนี้จัดว่า โหดสุดๆ เพราะขั้นต่ำอยู่ที่ 100,000 บาทขึ้นไป แต่ก็เป็นอุปกรณ์ที่เหมาะสำหรับภาคสนาม หรือเจ้าหน้าที่รัฐบาล จึงไม่แปลกที่มันจะเป็นของยอดนิยมสำหรับทหารอเมริกัน

Lenovo ThinkPad X1

Lenovo ThinkPad X1 - mobilnimagazin
Lenovo ThinkPad X1

 มาดูกันบ้างกับ ThinkPad เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักชื่อมาบ้างแล้ว ทุกวันนี้เป็นรูปแบบของ Tablet ที่ทาง Lenovo ได้ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมามากขึ้น ซึ่งพวกนักธุรกิจหรือผู้ที่ต้องใช้งาน Tablet ประหนึ่งเป็นเครื่อง Desktop ให้ความสนใจกันมาก วันนี้เราลองมาดูเจ้า Lenovo ThinkPad X1 Tablet ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการของ Windows 10 แถมด้วยชุดคีย์บอร์ด ปากกา ทำให้การใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญคือ รูปทรงที่แตกต่างไปจากเดิม โดยสเปกแล้วถือว่าคล้ายกับเครื่องโน้ตบุ๊คโดยทั่วไป ขนาดหน้า 12.5 นิ้วแบบด้าน ความละเอียดอยู่ที่ 2560 x 1440 พิกเซล พาเนลคุณภาพสูง IPS ช่วยให้สีสันสวยสมจริง มองได้มุมกว้าง ส่วนชิพประมวลผลใช้รุ่น Intel Core m5-6y57 ความเร็ว 1.1GHz เร่งการทำงานได้ถึง 2.8GHz เป็นแบบประหยัดพลังงานพิเศษ 2 คอร์ 4 เทรด ทำให้แรงและใช้งานได้ยาวนาน ส่วน Ram 8GB DDR3L ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลย กราฟฟิกเป็น Intel HD Graphics 515 ฮาร์ดดิสก์ SSD ความจุ 512GB มาดูที่ตัวเครื่องบ้าง Lenovo ThinkPad X1 Tablet ติดตั้งกล้องเว็บแคม ความคมชัดภาพมากถึงระดับ HD 720 และไมโครโฟนในรูปแบบ Dual Digital Array Microphone สำหรับแชทและวิดีโอคอลได้คมชัด ส่วน Port เชื่อมมี USB 3.0 ตัวเต็ม 1 พอร์ต เป็น USB Charing กับ Smartphone แล้วยังมี Mini DisplayPort สำหรับต่อหน้าจอแยกตัวที่ 2 , USB Type-C, Audio Combo Jack, รองรับการเชื่อมไร้สายอย่าง Wireless 802.11 b/g/n , Bluetooth 4.0 และมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 1.1 กิโลกรัม และมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 Pro ลิขสิทธิ์แท้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 50,000 บาทขึ้นไป รับประกันทั่วโลกได้ถึง 3 ปี เรื่องการดีไซน์ในภาพรวมถือเป็นจุดเด่นมาก ทำให้มันไม่ได้เป็น Tablet ทั่วไป แต่คือ ThinkPad ที่มีความเป็นเฉพาะตัวสูงมาก วัสดุของอุปกรณ์ใช้เป็นแม็กนีเซียมอะลูมิเนียมอัลลอยด์ ทำพื้นผิวแบบหนืดมือ ป้องกันปัญหาเดิมๆของเครื่อง ThinkPad รุ่นก่อนๆ รูปลักษณ์ก็บางเฉียบมาก เพียงแค่ 8.4 มิลลิเมตร น้ำหนักเบา คีย์บอร์ดสามารถถอดออกได้ด้วย จึงมีรูปร่างและน้ำหนักเบามากกว่าโน๊ตบุ๊คปกติ นอกจากนี้ยังนำแนวคิดเรื่องสแกนลายนิ้วมือมาใช้ เป็นส่วนผสมระหว่าง Tablet กับ โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ เพื่อป้องกัน ในส่วนของอินเทอร์เน็ต ก็สามารถรองรับ 4G LTE ได้ปกติ ในตัวเครื่องยังมี Module ด้านหลังมีช่องใส่ซิม ทำให้เราสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา Wi-Fi ตลอดเวลา และมี NFC เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ราคาอาจจะทะลักจุดเดือดไปบ้าง แต่นี่ก็คือการเปิดนวัตกรรมรุ่นใหม่ๆ เหมือนครั้งที่ Iphone และ Ipad เคยเปิดศักราชให้ Smartphone และ Tablet ได้มาแล้ว

Xiaomi Redmi Note 5

Xiaomi Redmi Note 5-mobilnimagazin
Xiaomi Redmi Note 5

Xiaomi Redmi Note 5

หลังจากเปิดตัว Xiaomi Redmi Note 4 สมาร์ทโฟนรุ่นสุดคุ้มจากตระกูล Redmi Series แล้ว ก็มีตัวต่อยอดคือ Xiaomi Redmi Note 5 ตามติดออกมา เน้นที่ฟีเจอร์ซึ่งอัพเกรดขึ้นในทุกด้าน เช่น หน้าจอแสดงผลขนาด 5.5 นิ้ว กับความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1080x1920 พิกเซล) บรรจุชิปเซ็ต Octa-Core Qualcomm Snapdragon 653 และชิปเซ็ต Deca-Core (10-Core) MediaTek Helio X25 หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB lส่วนความจำภายใน (ROM) ขนาด 32GB และ 64GB สามารถรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 128GB เช่นเดียวกับ 4X จุดที่เหนือกว่า 4X แบบชัดเจนคือ กล้องดิจิตอลด้านหน้าที่เพิ่มความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหลัง 16 ล้านพิกเซล ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย MIUI 9 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด พร้อมกับติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) และมีช่องรองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ทั้งสองรุ่นถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่จากยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่มาแรงมาก ทั้งนี้ต้องดูต่อไปว่า การออกเครื่องรุ่นใหม่เหล่านี้ติดต่อกัน จะพอสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากยักษ์ใหญ่ที่ครองพื้นที่ในตลาดเอเชีย (โดยเฉพาะไทยเรา) มานานอย่าง Sumsung และ Apple ได้มากขนาดไหน

Printer ตระกูล Canon

Printer - Canon
Printer Canon

รีวิว เครื่องพิมพ์ เครื่องปริ้น 2 ยี่ห้อ

ทุกวันนี้แทบทุกสำนักงานจำต้องมีเครื่อง Printer ตามบ้านของหลายคนก็มีอยู่ เพราะเครื่อง Print คุณภาพดีราคาถูกสามารถหาได้ง่ายมากขึ้น ทีนี้มันเลยกลายเป็นเรื่องวุ่นวายอยู่เหมือนกันเพราะเมื่อมีให้เลือกเยอะ แถมมีออกมากันใหม่ทุกรุ่น ราคาไล่เลี่ยกัน หลายคนเลยไม่รู้ว่าควรเลือกรุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี ในที่นี้เรามีคำแนะนำจากประสบการณ์ใช้งานจริงมานานให้ลองพิจารณาครับ ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า เราต้องการใช้งาน Function มากน้อยแค่ไหน บางคนแค่ต้องการ Print ให้เห็นภาพคมชัด บางคนต้องการเน้น All in One ใช้งานเป็น Fax หรือทำสำเนาเอกสารได้ เป็นเครื่อง Scan ก็ได้ ทีนี้ถ้าเราแค่ต้องการใช้แบบเบสิก คือ Print อย่างเดียวเป็นหลัก งบประมาณอยู่ที่ 3,000-5,000 บาท ขอแนะนำยี่ห้อ Canon หรือ HP ซึ่งก็มีข้อแตกต่างอยู่ในเรื่องราคาหมึกปริ้นท์ ของ Canon ภาพรวมจะถูกกว่า ในขณะที่ของ HP จะมีราคาหมึกสูงกว่า แต่คุณภาพในการพิมพ์ก็ไม่ได้หนีกันมากนัก อยู่ที่แต่ละรุ่นด้วย เครื่องปริ้นท์ส่วนมากของ Canon จะมีจุดเด่นตรงความง่าย การใช้งานไม่ซับซ้อน มีเครื่องราคาถูกหลายรุ่นให้เลือกใช้ แต่มักมีโอกาสเสีย หรือติดขัดได้ แต่ถ้าเราต้องการเน้นงานปริ้นท์เป็นหลักอย่างเดียว ก็นับว่าของ Canon มีหลายรุ่นให้เลือกได้ตามราคา งบประมาณ หรือสเปกที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม Canon ในหลายรุ่น ที่เน้นการปริ้นท์ เหมาะสำหรับการใช้งานในบ้าน งานฟรีแลนซ์ สำนักงานเล็กๆ ไม่ได้จะต้องทำจำนวนมากทุกวัน อีกทั้งบางรุ่นก็พกพาสะดวกด้วย เวลาปริ้นท์รูปภาพก็ออกมาค่อนข้างดี

Printer ตระกูล HP

Printer-hp
Printer HP

ส่วนเครื่องของ HP เท่าที่สัมผัสคือ หมึกจะมีราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นพอสมควร แต่ในทางกลับกัน มักเป็นยี่ห้อที่มีปัญหาค่อนข้างน้อย เครื่องหลายรุ่นสามารถใช้งานได้หลายปีโดยไม่เสียหาย ในขณะที่ยี่ห้ออื่น เมื่อใช้งานไป 1-2 ปี ก็อาจจะพบปัญหาแล้ว ของ HP หลายรุ่นกลับไม่ค่อยมีปัญหานั้น ในส่วนงานปริ้นท์อย่างเดียว ต้องทำจำนวนมาก อาจจะไม่จำเป็น เพราะราคาหมึกสูง แต่พวกเครื่องประเภท All in One หรือมี Feature มากกว่าหนึ่งประเภท HP มีหลายรุ่นที่ทำได้ดี อีกทั้งระบบการบริการและอื่นๆ ก็จัดว่ารวดเร็วพอสมควร ซึ่งเครื่องประเภท All in One ก็มีแนวโน้มใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆในสำนักงาน เพราะมีความสารพัดประโยชน์ สามารถใช้ได้ทั้ง งานปริ้น งาน scan งานถ่ายเอกสาร และส่งแฟกซ์ภายในเครื่องเดียวได้ งานภาพสีที่ต้องใช้ความละเอียด ก็ทำได้ดีกว่ายี่ห้ออื่นด้วย แต่ก็อย่างที่กล่าวไป HP จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าเห็นว่า จำเป็นต้องใช้งานที่มีคุณภาพสูง แล้วคิดว่าคุ้ม เครื่องหลายรุ่นของ HP ก็นับว่าตอบโจทย์ได้ดี

Tesla Model 3

model3_quarte
Tesla Model 3

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีชื่อเสียงมาก ถ้าสนใจก็ควรรู้จัก คือ Tesla Model 3 รถซีดานรุ่นเล็กที่ถือว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เลยครับ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 1,227,000 บาท เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2559 นี่เป็นรถที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จของ Model S ซึ่งเจ้า Model 3 เจ้ารถคันนี้ยังมีแรงกำลังขับเคลื่อนในระยะมากถึง 346 กิโลเมตรต่อการเสียบชาร์จจนแบตเต็ม แล้วยังมาพร้อมลูกเล่นอย่าง Autopilot ในการออกแบบนั้นมาในสไตล์เดียวกับสองรุ่นก่อนหน้านี้คือ Model S และ X ที่ประสบความสำเร็จมาก ขายได้มากกว่า 100,000 คัน ส่วนโครงสร้างของรุ่นนี้จะทำให้สูงขึ้นเพื่อทำให้ภายในมีการหมุนเวียนของอากาศและบรรยากาศดีขึ้นกว่าเดิม การออกแบบภายในก็เน้นความประณีต เรียบง่าย ล้ำสมัย มีหน้าจอขนาดใหญ่ไว้ใช้แสดงผลข้อมูลและการทำงานในระบบต่างๆ จัดว่าเป็นรถแถวหน้าของวงการรถยนต์ไฟฟ้าเลยทีเดียว

Geely

Geely-Panda GX2-mobilnimagazin
Geely
คนในวงการรถยนต์และวิศวกรรมยานยนต์ก็คงจะทราบเรื่องสำคัญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นั่นคือการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ของคนไทย นั่นคือ VERA V1 เป็นผลงานโดยบริษัทวีราออโตโมทีฟ สำหรับคุณสมบัติ หรือสมรรถนะของรถคันนี้ เทียบเท่ากับเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี วิ่งได้ไกลสุด 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ความเร็วคงที่ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เท่ากับว่าค่าใช้จ่ายประมาณ 50-70 สตางค์ต่อกิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดได้ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 945,000 บาท รับประกัน 2 ปี 50,000 กิโลเมตร บริการผ่านบีควิกและแอคโฟกัส เน้นลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยเริ่มต้นตั้งเป้าหมายหลักร้อยคัน แล้วมีการแจกโปรโมชั่น 20 คันแรก โดยลดคันละแสน เหลือ 845,000 บาทเท่านั้น การเปิดตัวครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญมากในประวัติศาสตร์ยานยนต์ไทย แม้ว่าจะมีดราม่าออกมาก่อนเปิดตัวไม่กี่วันเท่านั้น เพราะอันที่จริงแล้ว บริษัทวีราออโตโมทีฟของคนไทย ได้ซื้อโครงรถจากจีนยี่ห้อ Geely แล้วนำมาดัดแปลง ทำเป็นรถไฟฟ้าแบบ EV ซึ่งหลังจากเปิดตัว รถ VERA V1 ก็มีรูปทรงเหมือนรถของจีนอย่าง Geely-Panda GX2 แทบจะโคลนนิ่งกันมาเลย แต่ก็ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทยรุ่นแรกที่ได้เปิดตัวแล้วขายอย่างจริงจัง ที่นี้เรามาดูรถยนต์ไฟฟ้าของฝั่งจีนกันบ้าง แนวทางที่ทำรถยนต์ออกมาเหมือนกับบริษัทหรือรถของอีกฝั่งอย่างเป๊ะแบบนี้ ไทยเราก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่จีนเริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว เมื่อจีนได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนจากบริษัทจินหม่า เมื่อพวกเขาได้เปิดตัวรถรุ่น JMW2200 ที่น่าทึ่งคือ มีลักษณะคล้ายคลึงกับ BMW I3 แต่เป็นการจับมาย่อขนาดลงให้ยาวเหลือเพียง 3 เมตร เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นรถมินิอยู่แล้ว แต่รูปทรงทั้งหมดก็เหมือนกับ BMW ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ ไฟหน้า ไฟหลัง ล้อรถ ส่วนสเปกนั้น สมรรถนะความเร็วสูงสุดเพียง 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทาง 120 กิโลเมตร สะท้อนความชอบรถทรงหรูหราของคนจีนพอสมควร

Google Self-Driving Car

google-self-driving-car-mobilnimagazin
Google Self-Driving Car
เมื่อประมาณ 10-20 ปีก่อน เรื่องการผลิตรถยนต์ไร้คนขับยังเป็นโครงการระยะยาวที่ดูเหมือนฝันไกล แต่ใครจะรู้ว่า เมื่อถึง ค.ศ. 2017 รถยนต์ไร้คนขับได้กลายเป็นความจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องที่มีอยู่ในภาพยนตร์หรือนิยายไซไฟยุคอนาคตอีกต่อไป เมื่อบริษัท Google ซึ่งพัฒนารถยนต์ไร้คนขับมาตั้งแต่ปี 2009 ในที่สุดก็พร้อมจะผลิตเพื่อจำหน่ายแล้วในปี 2017 นี้ โดยผ่านการทดสอบเรียบร้อยจากการวิ่งไปแล้วมากกว่า 2.7 ล้านกิโลเมตร ภายใน 4 รัฐของสหรัฐอเมริกา รวมถึงในหลายประเทศของทวีปยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ รวมถึงสิงคโปร์ รถนี้เรียกว่า Google Self-Driving Car เป็นรถต้นแบบที่พัฒนาขึ้นเองอย่างเต็มตัว มีจุดเด่นคือ สามารถแก้ไขปัญหาหลายอย่างในท้องถนนได้ เช่น - สามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนถนนได้ราว 80-90% - ช่วยลดมลภาวะทางอากาศและพลังงานที่ใช้ไปบนถนนได้ถึง 90% - ลดปริมาณรถยนต์บนท้องถนนได้ถึง 90% - ป้องกันภาวะโลกร้อน นอกจาก Google ที่หันมาเอาจริงเอาจังกับการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ แล้วผลิตจำหน่ายเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีบริษัทบางแห่งที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย เช่น Udacity ซึ่งก่อตั้งโดย Sebastian Thrun เขาเคยทำโครงการเรื่องนี้ให้ Google มาก่อน ต่อมาจึงหันมาพัฒนาซอฟต์แวร์จำลองรถอัตโนมัติและจัดอบรมวิศวกรสำหรับรถไร้คนขับ ซึ่งไม่นานมานี้ ทางบริษัทก็เปิดตัวสตาร์ทอัพเพื่อผลิตรถยนต์ไร้คนขับให้เป็นรถแท็กซี่แบบ Uber ในชื่อบริษัทว่า Voyage ซึ่งตั้งแยกมาเพื่อทำเรื่องนี้โดยเฉพาะ

Tesla Model 3

red-tesla-model-3-z
Tesla Model 3

ไม่เพียงแค่นั้นTesla แบรนด์ที่นำชื่อของ Nicolas Tesla อดีตผู้ยิ่งใหญ่แห่งไฟฟ้ากระแสสลับมาตั้งชื่อ ก็เข้ามาร่วมทำเรื่องนี้เป็นเวลานานหลายปีแล้ว แม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจังเท่าไรนัก เพราะปัจจัยเรื่องระบบสาธารณูปโภคยังไม่พร้อม เพราะรถไร้คนขับจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งทาง Tesla กำลังอยู่ระหว่างพัฒนา แต่จากล่าสุดในปีที่ผ่านมา ภายในงานใหญ่ระดับโลกอย่าง TED Talk ผู้บริหารที่นำโดย Elon Musk ก็ออกมาแสดงแนวคิดว่าทำไมพวกเขาจึงมุ่งจับเรื่องนี้มาแต่แรก เพราะ Musk มีความเห็นว่า สุดท้ายแล้วรถไฟฟ้าจะประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากกว่ารถที่ใช้น้ำมันแบบเดิม แล้วกระแสไฟฟ้านั้นจะได้มาจากไหนบ้าง ในเวลานี้ก็ต้องมาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งก็ได้มีการนำพลังงานจากธรรมชาติเช่นพลังลม แสงอาทิตย์ ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์ ฯลฯ ให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าแรงสูงกว่าเครื่องยนต์น้ำมันเล็กๆ ของรถแบบเดิมจะทำได้ รถไฟฟ้าจะกลายเป็นมิติใหม่ของการเดินทางและความรวดเร็วมาก กระทั่งการเปิดตัว Tesla Model 3 ที่มีราคาเริ่มต้น $35,000 หรือประมาณ 1,230,000 บาท เมื่อปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ความจุสูง พร้อมสถานีชาร์จ Supercharger ที่ได้ติดตั้งไปทั่วอเมริกา ผู้ใช้สามารถเข้าชาร์จได้ฟรี แล้วยังมีระบบกึ่ง Autopilot ให้รถขับด้วยตนเอง รวมถึงติดกล้องในรถพร้อมโซน่าร์ตรวจสอบรอบคัน สามารถช่วยแก้ปัญหาคนขับในบางสถานการณ์ รวมถึงช่วยในการจอดรถได้ด้วย สุดท้ายแล้ว ทิศทางของรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ก็จะกลายเป็นตลาดใหม่ที่เข้ามาแทนรถยนต์น้ำมันไปทุกขณะ

Samsung Galaxy S8 และ S8+

Samsung Galaxy S8+mobilnimagazin
Samsung Galaxy S8 และ S8+

สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ 2 ยี่ห้อ Samsung Galaxy S8 และ Samsung Galaxy S8+ Smart Phone ที่มาแรงในปี 2560 นี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8+ ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าเครื่อง Smartphone ทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมคุณสมบัติตัวเครื่องที่เร็วแรงมากขึ้นกว่าเดิม และฟีเจอร์ยอดเยี่ยมอีกหลายอย่าง ซึ่งการมาของเจ้าเครื่องสองรุ่นนี้ น่าสนใจว่า จะสามารถทำลายสถิติยอดขายสูงสุดเดิมที่ Samsung Galaxy s7 เคยทำไว้ได้หรือไม่ สำหรับประเทศไทย Samsung ได้เปิดลงทะเบียนจองเครื่องล่วงหน้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 เมษายน 2560 ที่จะถึงนี้ มาลองดูคุณสมบัติคร่าวๆ ของเครื่องกันบ้างว่ามีอะไรบ้าง Samsung Galaxy S8 และ Samsung Galaxy S8+ ดีไซน์งานดีจนต้องอยากได้ Samsung Galaxy S8 มีขนาดตัวเครื่อง 148.9x68.1x8.0 มิลลิเมตร น้ำหนัก 155 กรัม หน้าจอแสดงผลเป็นรูปทรงขอบโค้งแบบไร้ขอบ Super AMOLED ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 pixel ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 หรือ Samsung Exynos 8895 หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4 ขนาด 4GB ส่วนความจำภายในแบบ UFS 2.1 ขนาด 64GB สำหรับ Samsung Galaxy S8+ โดยรวมแล้ว มีสเปกใกล้เคียงกัน เพียงแต่มีการเพิ่มพื้นที่ใช้งานของหน้าจอมากขึ้นจากรุ่น S8 ซึ่งเดิมอยู่ที่ 5.8 นิ้ว ส่วนรุ่น S8+ อยู่ที่ 6.2 นิ้ว มีกระจกสุดแกร่งอย่าง Gorilla Glass 5 ช่วยป้องกันตัวเครื่องด้านหน้าและด้านหลัง ต้องยอมรับว่า จากสเปกเครื่องทั้งสองรุ่นที่มองเห็นด้วยตานั้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจนที่สุดในสองรุ่นนี้ก็คือการดีไซน์รูปทรงใหม่ให้เป็นจอไร้ขอบ เป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนหน้าจอให้ใหญ่มากขึ้นเต็มพื้นที่ด้านหน้าทั้งหมด แล้วยังถอดปุ่มทั้งหมดออกจากพื้นที่หน้าจอด้วย ทำให้เป็นเครื่องไร้ปุ่มด้านหน้า แล้วย้ายส่วนเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปไว้ด้านหลังเครื่องแทน เน้นความผอมเพรียวยิ่งกว่าเดิม จุดเด่นที่สำคัญมากอีกอย่างคือ การทำเป็น Multi-Window ทำให้สามารถแบ่งหน้าจอออกเป็นสองส่วนพร้อมกันได้ ใช้งาน Application ได้พร้อมกันสองอัน เช่น ดูหนัง และเปิดแชท ไปพร้อมกันได้ แล้วยังมีนวัตกรรมใหม่ที่ติดเพิ่มมาคือ ตัวสแกนม่านตา ซึ่งเดิมทีเปิดตัวมาพร้อมกับรุ่น Note7 แต่ได้มีการปรับปรุงระบบใหม่ โดยคราวนี้สามารถสแกนเพื่อจดจำม่านตา ใบหน้า และลายนิ้วมือได้พร้อมกัน เป็นการยืนยันตัวตน เสมือนระบบรักษาความปลอดภัยชั้นสูงในภาพยนตร์ ระบบนี้เพื่อป้องกันการแฮกกิ้งสำหรับข้อมูลส่วนตัวหรือธุรกรรมทางการเงินในเครื่องด้วย นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby ซึ่งเป็นตัวผู้ช่วยแบบ A.I. ที่พิเศษมากกว่าปกติ ด้วย Function ทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ Bixby (Vision) - วิเคราะห์เนื้อหาด้วยภาพ สำหรับค้นหาข้อมูลต่างๆ เช่นข้อมูลสินค้า งานแปลตัวหนังสือ สถานที่ต่างๆ เป็นต้น แล้วข้อมูลเหลานั้นก็จะฝังไว้ในกล้องด้วย ทำให้เมื่อใช้เครื่องถ่ายภาพแล้ว ก็จะมีตัวเลือกขึ้นมาว่าจะทำอะไรต่อให้เราเลือก Bixby (Home) - รวมข้อมูลทุกอย่างไว้ในแหล่งเดียว เช่น ข้อมูลข่าวสาร Application ที่ใช้งานบ่อย โดยจะวิเคราะห์จากการใช้งานทั่วไปของเราเอง ตรงนี้จึงเปรียบเสมือนหน้าบ้านของเรา Bixby (Reminder) - ช่วยเตือนเรื่องสำคัญที่เราบันทึกไว้ Bixby (Voice) – ระบบตอบสนองการทำงานด้วยคำสั่งเสียง จุดเด่นอีกด้านของระบบประมวลผลคือ การใช้งานชิปเซ็ตประมวลผล Samsung Exynos 8895 ผลิตด้วยเทคโนโลยี 10nm FinFET ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้ประมวลผลภาพกราฟฟิกได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรุ่นถือว่าเป็นการพลิกโฉมการออกแบบรุ่นใหม่ด้วยหน้าจอแบบไร้ขอบ (Bezel-Less) และไร้ปุ่มกด ขนาดกะทัดรัด ซึ่งต้องดูผลตอบรับของผู้ใช้ต่อไปครับ

Sony a6000

Sony a6000 - mobilnimagazin
Sony a6000
ยี่ห้อ Sony ก็ยังคงการันตีอยู่ในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นกล้องที่มีความคุ้มค่าสูงมากในแง่ของเทคโนโลยีการถ่ายภาพประสิทธิภาพสูง แม้ว่ารูปทรงจะค่อนข้างเล็กก็ตาม จุดโฟกัสมีมากกว่า 179 จุด แบบ Phase Detection เหนือกว่ากล้อง DSLR หลายรุ่นมาก นอกจากนี้ทาง Sony ก็ภาคภูมิใจว่าเป็นกล้องที่มีระบบโฟกัสเร็วที่สุดในโลก เซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ APS-C ความละเอียดที่ 24.3 ล้านพิกเซล Sony ออกแบบรุ่นนี้มาเน้นความเรียบหรู รูปทรงเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องพกพาด้วยความคล่องตัวสูง ผู้หญิงก็ใช้ได้เพราะน้ำหนักเบาดี แล้วยังสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง 11 ภาพต่อวินาที จึงเหมาะสำหรับใช้งานถ่ายภาพเคลื่อนไหวสูง

Fuji XT-10

Fuji XT-10 - mobilnimagazin
Fuji XT-10

รีวิว กล้องดิจิตอลที่กำลังมาแรง 3 ยี่ห้อ ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือสามารถถ่ายรูปได้ก็จริง แต่สำหรับนักถ่ายภาพหรือคนเล่นกล้อง ก็ยังชอบที่จะถ่ายภาพโดยใช้กล้องคู่ใจชั้นเยี่ยมของตนมากกว่า มาดูกันว่าในปี 2560 นี้ มีกล้องรุ่นไหนที่น่าสนใจ และเหมาะนักถ่ายภาพทั้งมือสมัครเล่นกับมืออาชีพ พกพาง่ายกันบ้าง Fuji XT-10 ในบรรดากล้องราคาไม่เกิน 30,000 บาท นี่ถือว่าเป็นกล้องที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ สเปกของ Fuji XT-10 คือมีเซนเซอร์ขนาด APSC ความละเอียด 16 ล้านเมกะพิกเซล มีช่องมองภาพที่ดีมาก มีเฟิร์มแวร์ของทั้งตัวกล้องและเลนส์มาให้อัพเดทอยู่เสมอ นี่จึงเป็นจุดเด่นอีกอย่างที่ทำให้กล้อง Fuji สามารถอัพข้อมูลได้อย่างอิสระ และมีการทยอยออกมาเรื่อยๆ เพื่อปรับปรุงซอฟแวร์ของกล้องและเลนส์ แตกต่างจากกล้องยี่ห้ออื่นที่ไม่ค่อยมีให้อัพเดทเท่าไรนัก สำหรับเซนเซอร์ อยู่ที่ขนาด APS-C ค่อนข้างใหญ่ แต่ก็เหมาะกับขนาดและน้ำหนักของตัวกล้อง และใช้เลนส์คุณภาพสูงของ Fujinon สามารถต่อกรกับเลนส์ของกล้องฟูลเฟรมได้ ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าชุดเลนส์ของ DSLR สำหรับรูปทรงนั้น กล้อง Fuji XT-10 จะคล้ายกับรุ้น Fuji XT-1 ซึ่งมีราคาต่างกันประมาณหนึ่งหมื่นบาท แต่รุ่นนี้จะมีราคาถูกกว่า แต่สเปกก็ไม่ได้ห่างกันนัก นี่จึงเป็นรุ่นที่แนะนำสำหรับท่านที่มีงบประมาณไม่มาก แต่อยากได้กล้องคุณภาพดีพอสมควร

PANASONIC LUMIX GX7

PANASONIC LUMIX GX7 - mobilnimagazin
PANASONIC LUMIX GX7

จัดได้ว่าเป็นกล้องดีที่สุดสำหรับการถ่ายวิดีโอ ซึ่งนี่ถือว่าเป็นจุดแข็งของ PANASONIC อยู่แล้ว ใช้เซนเซอร์ Micro Four Third ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล วัสดุตัวเรือนใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอยอยู่ในส่วนประกอบหลักเพื่อความคงทนและทำให้มีน้ำหนักเบา พร้อมช่องมองภาพ Live View Finder ปรับได้ 90 องศา แล้วยังรองรับการถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูงสุด 5 ภาพต่อวินาทีสำหรับโหมด ชัตเตอร์ Mechanical ขณะที่โหมดชัตเตอร์ Electronic สามารถถ่ายได้ความเร็วสูงสุด 40 ภาพต่อวินาที ส่วนวิดีโอสามารถถ่ายที่ความละเอียดสูงสุด 1,920×1,080 พิกเซลที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที จึงสามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้ดีเช่นกัน

Asus K550IU GO071D

Asus K550IU GO071D-mobilnimagazin
Asus K550IU GO071D
สำหรับผู้ชื่นชอบ Asus ก็ถือว่าเป็นเครื่องรุ่นใหม่ล่าสุด เพิ่งเริ่มวางจำหน่ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมานี้ แล้วก็ได้รับความสนใจสำหรับคนเล่นสายโน๊ตบุ๊คพอสมควร ทีนี้มาดูสเปกเครื่องกันบ้างว่ามีอะไรบ้าง - AMD FX-9830P (3.00 GHz) - AMD Integrated SOC FCH - AMD Radeon RX 460 (4GB GDDR5) - 8 GB DDR4 - 1 TB 5400 RPM - 15.6 inch (1366x768) HD - DOS Operating System - น้ำหนัก 2.27 โดยรวมแล้ว ถือว่าคุณสมบัติแรงพอๆกับเครื่อง Desktop อาจจะมีจุดติติงเล็กๆบ้าง เช่น ความละเอียดของหน้าจอ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหากับการใช้งานทั่วไปมากเท่าไรนัก ยกเว้นเน้นเล่นเกมสเปกสูงๆหรือทำกราฟฟิก เมื่อคำนวณแล้ว คุณสมบัติโดยรวมจัดว่าดีทีเดียว อ่านได้แรง เร็ว เท่าที่พบมาจากหลายท่านที่ลองใช้งานแล้วรีวิวคือ ยังไม่ปรากฏปัญหาเรื่องระบบระบายความร้อนเหมือนกับอีกหลายรุ่น ก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องที่น่าลองใช้เลย

Lenovo Legion Y520

Lenovo Legion Y520 80WK0034TA-mobilnimagazin
Lenovo Legion Y520

สำหรับผู้ชื่นชอบ Lenovo นี่คือโน๊ตบุ๊คส์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ผ่านมาสามเดือนแล้ว แต่เครื่องรุ่นนี้ยังเป็นที่ถูกใจ ก็แสดงว่านอกจากสเปกเครื่องที่ยอดเยี่ยมแล้ว การใช้งานจริงได้ทำให้ User มีความพึงพอใจมาก ทีนี้มาลองดูสเปกเครื่องกันบ้าง - Intel Core i7-7700HQ (2.80 - 3.80 GHz) - Mobile Intel Express Chipset - NVIDIA GeForce GTX 1050 (4GB GDDR5) - 4 GB DDR4 - 1 TB 5400 RPM - 15.6 inch (1920x1080) Full HD IPS - DOS Operating System - น้ำหนัก 2.40 ความโหดของเครื่องอยู่ที่สเปก จัดว่าแรงพอตัว แต่ตรงนี้ตามสไตล์ไทยเรา ถ้าเข้าไทยมาแล้วอาจจะโดนลดสเปกอีกรึเปล่า ต้องลองตรวจสอบกับตัวแทนจัดจำหน่ายกันดีๆนะครับ แล้วถ้าลองเทียบกับรุ่นที่คล้ายๆกันจากยี่ห้ออื่น ตัวอย่างเช่นของ Acer จะพบว่าแม้ราคาอาจสูงไปสักหน่อย (39,900 บาท) แต่โดยภาพรวมถือว่าตอบโจทย์พอสมควร ข้อเด่นสุดๆคือการ์ดจอแรงมาก ขณะที่ความร้อนไม่ค่อยสูงมากนักถ้าเทียบกับบางยี่ห้อ ดังนั้นปัญหาเรื่องความร้อนเกินไปจึงอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง อาจจะมีข้อด้อยตรงน้ำหนัก แต่ถ้าไม่ซีเรียสมากนัก ก็ถือว่าโอเค ที่สำคัญคือ ความทนทานจัดว่าใช้ได้เลยทีเดียว สามารถใช้พิมพ์งาน และทำงานอื่นๆได้ดี แต่ในส่วนงานด้านกราฟฟิก หรือถ้าจะเล่นเกมสเปกสูง หากมีการใช้งานเป็นเวลา ก็อาจต้องระวังเรื่องความร้อนด้วย

จากบรรณาธิการ – 132

นิตยสารที่จะทำให้คุณไม่พลาดกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณไม่ตกเทรนอีกต่อไป

ติดต่อ

ที่อยู่: bangkok 10240 โทร: 02-442-6703 โทรสาร: 011/34 13 76 อีเมล์: offices@mobilnimagazin.com