Tuesday, 24/10/2017 | 11:04 UTC+0
รวมข่าวสารไอทีและนวัตกรรมใหม่ๆ ทั่วโลก

Samsung Galaxy S8 และ S8+

Samsung Galaxy S8+mobilnimagazin-sสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ 2 ยี่ห้อ Samsung Galaxy S8 และ Samsung Galaxy S8+ Smart Phone ที่มาแรงในปี 2560 นี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8+ ซึ่งเพิ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าเครื่อง Smartphone ทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมคุณสมบัติตัวเครื่องที่เร็วแรงมากขึ้นกว่าเดิม และฟีเจอร์ยอดเยี่ยมอีกหลายอย่าง ซึ่งการมาของเจ้าเครื่องสองรุ่นนี้ น่าสนใจว่า จะสามารถทำลายสถิติยอดขายสูงสุดเดิมที่ Samsung Galaxy s7 เคยทำไว้ได้หรือไม่ สำหรับประเทศไทย Samsung ได้เปิดลงทะเบียนจองเครื่องล่วงหน้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 เมษายน 2560 ที่จะถึงนี้ มาลองดูคุณสมบัติคร่าวๆ ของเครื่องกันบ้างว่ามีอะไรบ้าง Samsung Galaxy S8 และ Samsung Galaxy S8+ ดีไซน์งานดีจนต้องอยากได้ Samsung Galaxy S8 มีขนาดตัวเครื่อง 148.9x68.1x8.0 มิลลิเมตร น้ำหนัก 155 กรัม หน้าจอแสดงผลเป็นรูปทรงขอบโค้งแบบไร้ขอบ Super AMOLED ขนาด 5.8 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 pixel ชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 835 หรือ Samsung Exynos 8895 หน่วยความจำแรม (RAM) แบบ LPDDR4 ขนาด 4GB ส่วนความจำภายในแบบ UFS 2.1 ขนาด 64GB สำหรับ Samsung Galaxy S8+ โดยรวมแล้ว มีสเปกใกล้เคียงกัน เพียงแต่มีการเพิ่มพื้นที่ใช้งานของหน้าจอมากขึ้นจากรุ่น S8 ซึ่งเดิมอยู่ที่ 5.8 นิ้ว ส่วนรุ่น S8+ อยู่ที่ 6.2 นิ้ว มีกระจกสุดแกร่งอย่าง Gorilla Glass 5 ช่วยป้องกันตัวเครื่องด้านหน้าและด้านหลัง ต้องยอมรับว่า จากสเปกเครื่องทั้งสองรุ่นที่มองเห็นด้วยตานั้น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจนที่สุดในสองรุ่นนี้ก็คือการดีไซน์รูปทรงใหม่ให้เป็นจอไร้ขอบ เป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนหน้าจอให้ใหญ่มากขึ้นเต็มพื้นที่ด้านหน้าทั้งหมด แล้วยังถอดปุ่มทั้งหมดออกจากพื้นที่หน้าจอด้วย ทำให้เป็นเครื่องไร้ปุ่มด้านหน้า แล้วย้ายส่วนเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือไปไว้ด้านหลังเครื่องแทน เน้นความผอมเพรียวยิ่งกว่าเดิม จุดเด่นที่สำคัญมากอีกอย่างคือ การทำเป็น Multi-Window ทำให้สามารถแบ่งหน้าจอออกเป็นสองส่วนพร้อมกันได้ ใช้งาน Application ได้พร้อมกันสองอัน เช่น ดูหนัง และเปิดแชท ไปพร้อมกันได้ แล้วยังมีนวัตกรรมใหม่ที่ติดเพิ่มมาคือ ตัวสแกนม่านตา ซึ่งเดิมทีเปิดตัวมาพร้อมกับรุ่น Note7 แต่ได้มีการปรับปรุงระบบใหม่ โดยคราวนี้สามารถสแกนเพื่อจดจำม่านตา ใบหน้า และลายนิ้วมือได้พร้อมกัน เป็นการยืนยันตัวตน เสมือนระบบรักษาความปลอดภัยชั้นสูงในภาพยนตร์ ระบบนี้เพื่อป้องกันการแฮกกิ้งสำหรับข้อมูลส่วนตัวหรือธุรกรรมทางการเงินในเครื่องด้วย นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby ซึ่งเป็นตัวผู้ช่วยแบบ A.I. ที่พิเศษมากกว่าปกติ ด้วย Function ทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ Bixby (Vision) - วิเคราะห์เนื้อหาด้วยภาพ สำหรับค้นหาข้อมูลต่างๆ เช่นข้อมูลสินค้า งานแปลตัวหนังสือ สถานที่ต่างๆ เป็นต้น แล้วข้อมูลเหลานั้นก็จะฝังไว้ในกล้องด้วย ทำให้เมื่อใช้เครื่องถ่ายภาพแล้ว ก็จะมีตัวเลือกขึ้นมาว่าจะทำอะไรต่อให้เราเลือก Bixby (Home) - รวมข้อมูลทุกอย่างไว้ในแหล่งเดียว เช่น ข้อมูลข่าวสาร Application ที่ใช้งานบ่อย โดยจะวิเคราะห์จากการใช้งานทั่วไปของเราเอง ตรงนี้จึงเปรียบเสมือนหน้าบ้านของเรา Bixby (Reminder) - ช่วยเตือนเรื่องสำคัญที่เราบันทึกไว้ Bixby (Voice) – ระบบตอบสนองการทำงานด้วยคำสั่งเสียง จุดเด่นอีกด้านของระบบประมวลผลคือ การใช้งานชิปเซ็ตประมวลผล Samsung Exynos 8895 ผลิตด้วยเทคโนโลยี 10nm FinFET ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก ทำให้ประมวลผลภาพกราฟฟิกได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรุ่นถือว่าเป็นการพลิกโฉมการออกแบบรุ่นใหม่ด้วยหน้าจอแบบไร้ขอบ (Bezel-Less) และไร้ปุ่มกด ขนาดกะทัดรัด ซึ่งต้องดูผลตอบรับของผู้ใช้ต่อไปครับ

IPhone 7 และ 7 Plus

IPhone 7 Plus-mobilnimagazin-sสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ 2 ยี่ห้อ IPhone 7 Plus (RED) และ IPhone 7 (RED) Special Edition ในวันนี้ อยากแนะนำเครื่องรุ่นใหม่ของ Apple ที่สาวกเองก็ให้ความสนใจกันมากคือ IPhone 7 Plus (RED) และ IPhone 7 (RED) Special Edition ที่จริงแล้ว ทั้งสองเป็นเครื่อง IPhone ที่เกิดขึ้นเพราะความร่วมมือเป็นระยะเวลานานถึง 10 ปีระหว่างบริษัท Apple และ (RED) เป็นโครงการเกี่ยวกับการรักษาและบำบัดผู้ป่วยจากเชื้อ HIV หรือโรคเอดส์ ซึ่งคอยให้คำปรึกษา ในการตรวจหาเชื้อและจ่ายยาที่ช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ HIV จากแม่สู่ทารกในครรภ์ ดังนั้นการทำผลิตภัณฑ์ตัวนี้จึงไม่ได้มุ่งหวังแค่เรื่องการตลาดหรือทำกำไรเป็นหลัก แต่คืองานการกุศลที่คืนกำไรกลับไปสู่สังคมด้วย ก่อนหน้านี้ทางแอปเปิลได้จำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ (RED) ไม่ว่าจะเป็นเคส iPhone, iPod Touch และอื่นๆ ระดมเงินได้มากกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไปสบทบให้กับกองทุนโลก ต่อต้านโรคเอดส์เรียกว่าซื้อใช้แล้วได้บุญเต็มๆ นอกจากนี้ในเอกสารคู่มือที่แถมมา จะมีการ์ดสีแดงว่า (PRODUCT) RED และด้านหลังมีคำอธิบายเกี่ยวกับความร่วมมือของบริษัท Apple และ RED ว่ามีความเป็นมาอย่างไรบ้าง ตัวเครื่องสีแดงจะเป็นด้านข้างและด้านหลังตัวเครื่อง แต่ด้านหน้าจะเป็นสีขาว ขนาดอยู่ที่ 138.3 × 67.1 × 7.1 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 138 กรัม จอแสดงผลสัมผัส Retina HD กว้าง 4.7 นิ้ว ความละเอียด 1334 × 750 พิกเซล (326 ppi) เหนือหน้าจอขึ้นไปจะมีเลนส์กล้องถ่ายรูปด้านหน้า ความละเอียด 7 ล้านพิกเซล ถัดไปทางด้านขวา มีช่องลำโพงเสียงสนทนา และเป็นลำโพงสเตอริโอภายในตัว และด้านบนเป็นระบบเซ็นเซอร์หน้าจอ ส่วนปุ่มโฮมด้านล่างมีขอบสีเงิน เป็นปุ่มแบบใหม่เรียกว่าปุ่มโซลิดสเตท เป็นการออกแบบให้แข็งแรงและทนทานกว่าเดิม แก้ปัญหาเรื่องปุ่มจากรุ่นก่อนๆ ตอบสนองแรงสั่นเมื่อกดได้ดี ด้านบนตัวเครื่องไม่มีพอร์ตเสียบ ส่วนด้านล่างมีช่องลำโพงเสียงสเตอริโอ ตรงกลางคือพอร์ตเชื่อมต่อที่ชาร์จ ช่องเสียบหูฟังก็ใช้พอร์ตเดียวกัน เนื่องจากรูหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรได้ถูกตัดออกไปแล้ว ส่วนด้านซ้ายเป็น ปุ่มเปิด-ปิดเสียง ปุ่มปรับระดับเสียงเพิ่ม-ลด อยู่ถัดลงมาด้านล่าง ด้านขวาเป็นปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง หรือใช้ล็อกหน้าจอ และมีถาดใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM ซึ่งต้องใช้อุปกรณ์ในการเปิดถาดซิมออกมา ส่วนตัวเครื่องด้านหลัง ด้านบนมีเลนส์กล้องถ่ายรูป ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ทางขวามีรูไมโครโฟน และไฟแฟลช True Tone แบบ LED สี่ดวง สำหรับราคาของทั้งสองเครื่อง IPhone 7 RED วางจำหน่ายตั้งแต่ความจุ 128GB ขึ้นไป ในราคา 30,500 บาท และความจุ 256GB ราคา 34,500 บาท ส่วนรุ่น 7 Plus ตั้งแต่ความจุที่ 128GB ในราคา 35,500 บาท และ 256GB ราคา 39,500 บาท

Xiaomi Redmi 4X

xiaomi_redmi_4x-mobilnimagazin-s

ช่วงหลังมานี้ เครื่อง Smartphone จากฝั่งจีนก็กำลังมาแรง นำทัพโดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างเช่น Xiaomi ซึ่งหลังจากปล่อยให้แบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่หลายรายได้เปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ออกมาครึกโครม คราวนี้ขอมารีวิวเครื่องรุ่นใหม่ของ Xiaomi ที่กำลังได้รับความสนใจมาก โดยเน้นความคุ้มค่าของซีรีส์ Redmi ไว้ได้อย่างเต็มที่

Xiaomi Redmi 4X

มาพร้อมกับดีไซน์ที่ถอดแบบมาจาก Redmi 4 เดิม ด้านงานดีไซน์จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่ที่เด่นขึ้นมาคือ ไปเน้นอัพเกรดคุณสมบัติหรือสเปกภายในเครื่องให้แรงยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยการบรรจุชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 435 พร้อมปรับปรุงความเร็วการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต 4G LTE ทำให้มีอัตราดาวน์โหลดที่ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 300Mbps และอัพโหลดที่ความเร็วสูงสุด 100Mb จึงนับว่าเป็นการพัฒนาในแง่ของสเปกภายในเครื่องสูงมาก

คุณสมบัติโดยรวมของ Xiaomi Redmi 4X คือ หน้าจอแสดงผลขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล (HD) มีชิปเซ็ตประมวลผล Qualcomm Snapdragon 435 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 1.4GHz มีหน่วยประมวลผลกราฟฟิก Adreno 50 หน่วยความจำ RAM ขนาด 2GB / 3GB ส่วนความจำภายจุที่ 16GB / 32GB พร้อมรองรับหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ความจุสูงสุด 128GB

ด้านนอก ติดตั้งกล้องดิจิตอลที่ด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/2.2 กล้องด้านหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติ PDAF และไฟแฟลชแบบ LED และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

ส่วนการทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow ซึ่งถูกครอบทับด้วย MIUI 8

Xiaomi Redmi Note 5

Xiaomi Redmi Note 5-mobilnimagazin-s

หลังจากเปิดตัว Xiaomi Redmi Note 4 สมาร์ทโฟนรุ่นสุดคุ้มจากตระกูล Redmi Series แล้ว ก็มีตัวต่อยอดคือ Xiaomi Redmi Note 5 ตามติดออกมา เน้นที่ฟีเจอร์ซึ่งอัพเกรดขึ้นในทุกด้าน เช่น หน้าจอแสดงผลขนาด 5.5 นิ้ว กับความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1080x1920 พิกเซล) บรรจุชิปเซ็ต Octa-Core Qualcomm Snapdragon 653 และชิปเซ็ต Deca-Core (10-Core) MediaTek Helio X25 หน่วยความจำแรม (RAM) ขนาด 4GB lส่วนความจำภายใน (ROM) ขนาด 32GB และ 64GB สามารถรองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอกแบบ microSD สูงสุดที่ขนาด 128GB เช่นเดียวกับ 4X จุดที่เหนือกว่า 4X แบบชัดเจนคือ กล้องดิจิตอลด้านหน้าที่เพิ่มความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องด้านหลัง 16 ล้านพิกเซล ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ซึ่งถูกครอบทับด้วย MIUI 9 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด พร้อมกับติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) และมีช่องรองรับการเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ทั้งสองรุ่นถือว่าเป็นคลื่นลูกใหม่จากยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่มาแรงมาก ทั้งนี้ต้องดูต่อไปว่า การออกเครื่องรุ่นใหม่เหล่านี้ติดต่อกัน จะพอสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากยักษ์ใหญ่ที่ครองพื้นที่ในตลาดเอเชีย (โดยเฉพาะไทยเรา) มานานอย่าง Sumsung และ Apple ได้มากขนาดไหน

จากบรรณาธิการ – 132

นิตยสารที่จะทำให้คุณไม่พลาดกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณไม่ตกเทรนอีกต่อไป

ติดต่อ

ที่อยู่: bangkok 10240 โทร: 02-442-6703 โทรสาร: 011/34 13 76 อีเมล์: offices@mobilnimagazin.com